ช่วงนี้ไม่ได้อัพจนเพื่อนแซวว่าจะรอให้ครบร้อยคอมเมนท์ก่อนหรือไง (หุๆน่าสนใจ) จริงๆแล้วที่หายไปเพราะเกิดแรงกดดันเล็กน้อยครับ เพราะข้อเขียนครั้งหลังๆชักจะแหวกแนวไปจากที่เคยเป็น ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับแพทย์จีนและอีกอย่างก็ไม่ได้เขียนหรือกลั่นกรองออกมาด้วยความคิดตัวเองสักเท่าไร เพียงแต่ไปหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาแบ่งปันเฉยๆ

คุณแชมป์อุตส่าห์ตามคอยดูงานเพื่อจะส่งขึ้นฮอตให้อยู่จะเขียนซี้ซั้วมั่วแหลก ก็เกรงใจ แต่หัวมันก็โล่งจริงๆครับ ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี อีกอย่างช่วงนี้ก็เรียนหนักด้วย ไม่ค่อยมีเวลามานั่งละเลียดค่อยๆคิดค่อยๆเขียน

พูดถึงเรื่องเรียน เทอมนี้ได้เรียนตัวที่ชอบมากอยู่สองตัว คือ คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง กับ คัมภีร์ชางหันลุ่น ทั้งสองเล่มเป็นคัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณ เล่มแรกอายุราวสองพันกว่าปี เล่มหลังเป็นน้องกว่าเล็กน้อยอายุเกือบสองพันเหมือนกัน สำหรับคนที่ต้องการเป็นหมอจีนทั้งสองเล่มนี้ถือเป็นวิชาบังคับครับ

 

 

คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง

 

ถ้าจะพูดถึงทางทฤษฎีการแพทย์ก็ต้องยกให้ หวงตี้เน่ยจิง เขาครับ องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามคำว่า สุขภาพ (Health)” ว่า ต้องแข็งแรงทั้งกาย ทั้งใจ และทางสังคม แต่ความจริงข้อนี้หวงตี้เน่ยจิงได้บันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อนแล้ว เรียนไปก็ทึ่งไป

ช่วงนี้ตาผมเลยเหมือนมีแว่นตาของคัมภีร์โบราณครอบอยู่ มองทุกอย่างเป็นหยินและหยางประหนึ่งนีโอมองโลกเป็นตัวอักษรประหลาดสีเขียววิ่งไปมาอย่างในเมทริกซ์

จึงเป็นที่มาของหัวข้อในวันนี้ครับ

 

ช่วงนี้ที่หน้าหมู่บ้านที่ผมอยู่เขาปลูกพุ่มไม้เล็กๆ มีดอกไม้หลากสีเป็นแถบเลยครับ ตอนเช้าดอกไม้ก็ค่อยๆเบ่งบาน พอตอนเที่ยงก็เชิดชูดอกรับแสงอย่างเต็มที่ แต่พอตกเย็นก็ค่อยๆหุบกลีบลง แล้วหุบสนิทเมื่อดวงอาทิตย์ ลับฟ้า

 

 

เพื่อนๆบางคนคงว่า ปรากฎการณ์ธรรมชาติดีๆนี่เอง เอามาพูดทำไม

นั่นสิครับ ผมไม่มาเรียนอะไรพวกนี้ก็คงไม่สนใจ แต่พอเรียนแล้วนี่เกือบตรัสรู้ทางการแพทย์เลยครับ ถ้าพูดเป็นภาษาเซน ก็คือเกือบซาโตริ ซะแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านหยิบใบไม้มากำนึง ตรัสสอนลูกศิษย์ว่า รู้แค่นี้ก็พอแล้ว ท่านต้องการจะบ่งบอกอะไรหรือ ตามความเข้าใจของผมคือ สัจธรรมมีอยู่ในทุกสิ่ง แม้กระทั่งในใบไม้แห้ง ความทุกข์ การเกิดแก่เจ็บตายก็อยู่ในใบไม้เหมือนกัน เพีย