การตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์จีนหลักๆนั้นจะเน้นอยู่ที่สี่คู่แปดหลักใหญ่ๆ คือ หยินหยาง ร้อนเย็น ในนอก พร่องแกร่ง เรียกว่า 八纲辩证 เนื่องจากการจับโรคมาจำแนกอย่างคร่าวๆ มองโรคแบบองค์รวมนี้ทำให้หมอจีนรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง เพราะโรคแบบไหนในโลกนี้ พอเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ก็จะทำปฎิกริยาต่อร่างกายเราให้มีอาการต่างๆตามแปดหลักข้างบนนี้อยู่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปค้นคว้าหาตัวเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรค ก่อนจะเลือกใช้ยา หรือผลิตยาขึ้นมาใหม่เพื่อทำการรักษาโรคนั้นๆ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ก็เช่นตอน SARS ระบาด มันเป็นโรคติดต่อที่มาแบบปุปปัป ยังไม่ทันได้รู้ตัวเท่าไรก็ทำให้คนจำนวนมากไม่สบายกันไปเรียบร้อย โดยเฉพาะที่ฮ่องกงและกวางโจว แต่หลังจากสร้างความตื่นตระหนกพักใหญ่ทางจีนก็เริ่มที่จะควบคุม SARS ได้ ต้องยกความดีความชอบนี้ให้กับแพทย์จีนเป็นอย่างมาก เพราะได้มีการรวมตัวของหมอจีนช่วยกันวินิจฉัยโรคนี้ และช่วยปกป้องชีวิตคนไข้ด้วยยาจีนเป็นจำนวนไม่น้อย

 

อาการของโรค SARS คือ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตัว ไม่มีแรง และมีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น ไอ หอบ จะว่าไปถ้าไม่บอกว่าเป็น SARS ก็คงคิดว่าเป็นหวัดทั่วๆไป ตอนแรกๆโรค SARS นั้นเนื่องจากยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร จึงทำให้การรักษาเป็นไปอย่างไม่ทันการ แต่ว่าถ้ามองจากการตรวจโรคแปดหลักของแพทย์จีนละก็ สามารถบอกได้ว่ามันเป็นโรคประเภท ร้อน นอก และแกร่ง (表实热) พอรู้อย่างนี้แล้วก็สามารถเปิดยาจีนที่ใช้รักษาโรคทางนี้ได้ทันที ข้างล่างนี่คือตำรับยาที่หมอจีนช่วยกันคิดและประกาศบอกทั่วประเทศครับ มีทั้งหมดสามตำรับตามความรุนแรงของโรค

 

1. 鲜芦根20克、银花15克、连翘15克、蝉衣10克、僵蚕10克、薄荷6克、生甘草5克,水煎代茶饮,连续服用七至10天。

2. 苍术12克、白术15克、黄蓍15克、防风10克、藿香12克、沙参15克、银花20克、贯众12克,水煎服,一日两次,连续服七至10天。

3. 贯众10克、银花10克、连翘10克、大青叶10克、苏叶10克、葛根10克、藿香10克、苍术10克、太子参15克、佩兰10克,水煎服,一日两次,连续服用七至10天。

 

ร้อน นอก แกร่ง ถ้าถามคนที่ไม่เป็นหมอว่าเวลาจะแก้ให้แก้ยังไง ลองตอบแบบกำปั้นทุบดินดูสิครับ ผมว่าน่าจะพอตอบกันได้ ร้อนใช่ไหม งั้นฉันก็ใช้ยาเย็นสิ อยู่ข้างนอกเหรอ งั้นฉันก็ใช้ยาที่ดันมันออกไปซะ แกร่งแสดงว่าร่างกายเรายังมีแรงพอสู้กับมันได้ ยังไม่ต้องใช้ยาที่บำรุงร่างกายมากนัก แค่ดันมันออกไปได้ก็พอ

 

ครับ แล้วเราก็ใช้ยาแบบนี้จริงๆครับ หมอจีนถึงได้เน้นความสมดุลไงครับ คัมภีร์จีนโบราณก็สอนกันง่ายๆเลยครับว่า ร้อนก็ทำให้เย็น เย็นก็ทำให้ร้อน (热者寒之 寒者热之) แต่กว่าจะทำให้ถึงขั้นนี้ได้ไม่ใช่ว่าง่ายๆนะครับ เพราะคุณต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือร้อน อะไรคือเย็น มันไม่ใช่อะไรที่ปรอทจะวัดออกมาได้ซะหน่อย

 

แต่แค่นี้มันจิ๊บจ๊อย วันนี้เราจะพูดถึงอะไรที่เทพยิ่งกว่านั้น โรคตอนแรกเริ่มมักจะไม่ซับซ้อนมาก ถ้าเป็นโรคร้อนก็จะมีอาการออกมาให้เห็นค่อนข้างชัดเจน แต่ถ้ายิ่งเป็นโรคนานเข้า โรคก็ยิ่งซับซ้อนจนมีการสับขาหลอกหมอครับ เช่น เป็นโรคเย็นนะ แต่มันแสดงอาการของโรคร้อนออกมาซะเยอะแยะเลย และนั่นทำให้เกิดการรักษาที่ผิดพลาดครับ

 

แต่คิดเหรอว่าเราจะยอมแพ้กันง่ายๆ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นตอนเรียนเรื่องการรักษาโรค จึงมีประโยคคลาสสิคทำนองนี้ให้เราได้ยินว่า อาการเหมือนร้อนแต่ใช้ยาร้อน อาการเหมือนเย็นแต่ใช้ยาเย็น อาการเหมือนอุดตันแต่ใช้ยาเพิ่มความอุดตัน อาการเหมือนจะลื่นไหลแต่ใช้ยาเพิ่มความลื่นไหล

 

เหมือนง่ายอีกแล้ว แต่ยากในทางปฎิบัติมากกกกกกกกกกกกก ยกตัวอย่างกันให้เห็นๆไปเลย เนื่องจากจะมาทางหมอสูติฯแล้วก็ขอยกตัวอย่างทางประจำเดือนให้ชัดๆกันไป

 

สาวน้อยคนนึงมาหาหมอเพราะประจำเดือนไม่มา หน้าค่อนข้างซีด ตัวผอมบาง หลังจากตัดประเด็นเรื่องตั้งครรภ์ไปแล้ว หมอแผนปัจจุบันก็อาจจะให้ฉีดหรือกินฮอร์โมนเพื่อจะให้เมนส์มา หมอจีนบางท่านก็อาจจะใช้ยาที่ขับประจำเดือน ซึ่งก็เป็นไปตามการรักษาขั้นพื้นฐานว่าอุดตันฉันก็ให้ยาผ่าทางตันซะ ปรากฎว่าเมนส์ก็มาจริงๆครับ แต่มาน้อยมาก แล้วเดือนถัดๆไปก็ไม่มาอีกเหมือนเคย

 

กรณีนี้จะใช้ยาให้ถึงขั้นเทพก็ต้องใช้หลักการเทพๆครับ "อาการเหมือนอุดตันแต่ใช้ยาเพิ่มความอุดตัน" (塞因塞用) ยาเพิ่มความอุดตันคืออะไร ตรงนี้หมายถึงยาบำรุงเลือดลมครับ (ที่ว่ายาบำรุงเหมือนอุดตันเพราะอาการเธอเหมือนเลือดมันอุดตันไม่เดิน ยังเอายาเพิ่มเลือดให้ไปอุดตันหนักขึ้น) ที่ไม่ใช้ยาขับเลือดเพราะจากหน้าค่อนข้างซีด ตัวผอมบาง บ่งบอกว่าเธอเลือดลมไม่พอจึงทำให้เมนส์ไม่มา หลักจากบำรุงเลือดลมสักพัก เมื่อเลือดลมเธอเพียงพอแล้วประจำเดือนก็จะมาเอง อืม เคสนี้ฟังแล้วยังไม่ค่อยยากเท่าไร ยังเทพไม่พอมาฟังเคสข้างล่างดีกว่า

 

อนงค์นางท่านนึงประจำเดือนกะปริบกะปรอย มาไม่เยอะแต่มาเป็นเดือนแล้วไม่หยุด สีเลือดค่อนข้างคล้ำ ปกติหมอจีนเห็นแบบนี้ก็อาจจะให้ยาห้ามเลือดครับ ถ้าหมอแผนปัจจุบันก็อาจจะให้ฮอร์โมนมาทานปรับประจำเดือน แต่ถ้าจะถึงขั้นเทพเนี่ยมันต้องใช้หลัก "อาการเหมือนจะลื่นไหลแต่ใช้ยาเพิ่มความลื่นไหล" (通因通用) พอจะนึกออกไหมครับ ประจำเดือนมาไม่หยุดเหมือนลื่นไหล แต่ให้เราใช้ยาขับเลือดให้มันลื่นไหลยิ่งขึ้น โอ้ว ม่ายยยยย ตูม่ายกล้า

 

แน่นอนครับ ใครจะกล้า ถ้าเกิดมันไหลออกมามากกว่าเดิมหมอไม่ติดคุกหัวโตไปเลยเหรอ แต่ในทางปฎิบัติอาจารย์ผมใช้หลักนี้จริงๆครับ แต่ใช้ในเคสที่ประจำเดือนกะปริบกะปรอยมาไม่เยอะนะครับ ไม่ใช่มาแบบเปิดก๊อก อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงช่วงเวลาที่กะปริบกะปรอยด้วย เพราะถ้าใกล้ช่วงประจำเดือนจะมาต่อให้เราใช้ยาห้ามเลือดยังไง ก็หยุดไม่อยู่หรอกครับ ~~ของมันจะมา~~ เพราะฉะนั้นเราก็ใช้ยาช่วยให้มันมาสุดๆทีนึง แล้วค่อยบำรุงรักษากันต่อไป วิธีนี้เขาเรียกว่า "การขูดมดลูกโดยการใช้ยา" ครับ สาเหตุที่เลือ