พอพูดถึงหมอจีน สิ่งแรกที่หลายๆคนนึกถึงก็คือการจับชีพจร หรือที่เรียกว่า "แมะ" 

 

อาจเป็นเพราะหนังจีนหลายต่อหลายเรื่องที่เขียนบทแต่งเติมซะจนทำให้การ "แมะ" ดูเป็นอะไรที่เหลือเชื่อ ทำให้คนมองหมอจีนเป็นศาสตร์แหกตา หรือทำให้คนไข้อยากจะลองดีกับหมอจีนว่าถ้าหมอเก่งจริงต้องแมะออกว่าในร่างกายมีโรคอะไรอยู่

 

วันนี้ผมจะมาพูดให้ฟังว่าเบื้องหลังการแมะนี้มันมีศาสตร์ความรู้แฝงอยู่ ไม่ใช่อะไรที่มั่วๆหรือว่าหลอกลวง และหมอจีนอย่างเรารู้ข้อมูลในร่างกายของคนไข้ผ่านการแมะได้จริงๆ

 

"แมะ" 脉(ม่าย) แปลว่าชีพจร คำกริยาที่คุ้นเคยคือ "พะแมะ" 把脉(ป่าม่าย) แปลว่าจับตรวจชีพจร

 

หมอจีนจะทำการพะแมะด้วยการวางนิ้วมือสามนิ้ว (ชี้ กลางและนาง) ลงบนเส้นเลือดแถวข้อมือ ด้านฝั่งหัวแม่โป้ง ซึ่งก็เป็นจุดเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันทำการนับจำนวนครั้งชีพจร

 

 

ที่เลือกตรงจุดนี้มาจับชีพจรเพราะมันเป็นตำแหน่งของเส้นลมปราณปอด ปอดนั้นได้พลังมาจากกระเพาะ แล้วพลังในร่างกายมนุษย์ล้วนมาจากกระเพาะ ดังนั้นเส้นลมปราณปอดจึงสะท้อนพลังทั้งร่างกายมนุษย์ออกมาด้วย ถ้ากระเพาะแข็งแรง (กินข้าวได้ ดูดซึมดี) ปอดก็จะแข็งแรงด้วย ชีพจรก็จะมีพลัง ลองไปจับชีพจรของคนเจ็บหนักสิครับ อย่างเช่นผู้ป่วยมะเร็ง หลังคีโมแล้วจะกินข้าวไม่ลง ชีพจรจะไม่มีแรง หรือถ้ามีแรงก็เป็นการมีแรงแบบปลอมๆ หากออกแรงกดเส้นชีพจรจะรู้สึกได้ว่าชีพจรดูกลวงๆ

 

อีกสาเหตุคือ ปอดเป็นตัวรับเลือดจากทั้งร่างกาย และส่งเลือดออกไปสู่ทั่วร่างกายเช่นกัน (肺朝百脉 百脉朝肺) ปอดจึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการรับข้อมูลจากทั่วทั้งร่ายกาย เราจึงสามารถรู้ได้ว่าอวัยวะไหนมีความผิดปกติได้จากเส้นลมปราณปอด  

 

คัมภีร์โบราณแพทย์จีนมีการแบ่งชนิดของชีพจรออกเป็นหลายแบบ ปัจจุบันในหนังสือแบบเรียนคือมีทั้งหมด 28 ชนิด แต่หลักๆแล้วมีสามคู่คือ

  1. เส้นชีพจรมีแรงหรือไม่มีแรง (虚实) -- บ่งบอกพลังลมปราณและเลือดในร่างกาย
  2. วิ่งเร็วหรือช้า (数迟) -- บ่งบอกถึงความร้อนและความเย็นในร่างกาย
  3. ลอยหร